01 ก.พ. 2563
20,658 ครั้ง

พบโชเฟอร์แท็กซี่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา จากคนสู่คนรายแรกในไทย WHO ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขทั่วโลก

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขทั่วโลก หลังมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัส ที่ลุกลามไปยังประเทศต่างๆไม่ต่ำกว่า 18 ประเทศ
 
ผู้อำนวยการ WHO ระบุว่า การประกาศครั้งนี้ ไม่ใช่การแสดงความไม่ไว้วางใจจีน แต่เป็นความกังวลใหญ่หลวงที่สุดของ WHO คือความเป็นไปได้ที่ไวรัสจะลุกลามสู่ประเทศอื่นที่มีระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอ
 
การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ถือเป็นการเปิดทางสำหรับออกคำแนะนำแก่ทุกประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน ซึ่งอาจทำให้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการเดินทางและการค้าต่างๆ
 
ขณะที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน รายงานจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในประเทศจีน มีทั้งหมด 9,767 ราย เสียชีวิตแล้ว 213 ราย รักษาหาย 179 ราย เฝ้าระวัง 15,238 ราย มีการแพร่ระบาดใน 20 ประเทศ และอีก 4 เขตปกครองของจีน
 
ล่าสุดทางการอังกฤษยืนยันว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2 รายแรกในประเทศแล้ว 
 
ขณะที่ทางการฮ่องกงประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนในระดับประถมและมัธยมออกไป จากเดิม 17 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่ 2 มีนาคม 
 
ด้านสิงคโปร์ประกาศห้ามคนจากประเทศจีน รวมถึงชาวต่างชาติที่มีประวัติเดินทางไปประเทศจีนในช่วง 14 วันที่ผ่านมา เดินทางเข้าสิงคโปร์ หลังสิงคโปร์พบผู้ติดเชื้อแล้ว 13 ราย ทุกคนเป็นคนที่เดินทางมาจากจีน 
 
ส่วนรัฐบาลอิตาลี ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลได้ใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส หลังพบผู้ป่วย 2 ราย ในกรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี
 
ด้านสำนักข่าวซินหัว เผยแพร่ภาพความคืบหน้าการก่อสร้างโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นมารองรับสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่โดยเฉพาะ โดยใช้กำลังกองทัพมากว่า 4 พันคน และเครื่องจักรกลขนาดใหญ่มากมาย ทุกคนต่างทำงานข้ามวันข้ามคืน ตั้งเป้าจะให้เสร็จพร้อมใช้งานในวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ อีกแห่งคือโรงพยาบาลเหลยเสินซาน ที่ก่อสร้างไปแล้วประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าพร้อมเปิดใช้งานในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้
 
ส่วนความพยายามในการนำคนไทยในอู่ฮั่น กลับประเทศ ซึ่งสายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้เสนอนำเครื่องบินไปรับกลับโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีเส้นทางการบินไปยังนครอู่ฮั่นอยู่แล้ว ไม่ต้องขอเส้นทางการบินใหม่ 
 
ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ไทยมีความพร้อมรับประชาชนไทยจำนวน 161 คน ในเมืองอู่ฮั่นกลับประเทศ ซึ่งทางรัฐบาลจีนได้ให้ไทยเตรียมพร้อมสแตนบาย หากแจ้งวันเวลามาแล้วก็สามารถบินไปได้เลย ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะมีการประสานงานกันตลอดและอยากให้คนไทยกลับมาให้เร็วที่สุด 
 
ซึ่งจากการหารือกับนายโทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยแอร์เอเชีย ยืนยันความพร้อมที่จะไปรับคนไทย พร้อมให้ความร่วมมือรัฐบาลไทยอย่างเต็มที่ โดยจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ไม่คิดเงินรัฐบาล เพียงแค่ขอมีส่วนรว่มในการพาคนไทยกลับบ้านเกิด ซึ่งในนามของรัฐบาล ต้องขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณที่มีความตั้งใจช่วยเหลือคนไทย
 
นายอนุทินยังระบุว่า หากสามารถไปได้ ก็อยากจะเดินทางไปรับคนไทยด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันว่าประชาชนไม่ต้องกังวล รัฐบาลจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้โรคแพร่ระบาดในไทย และมั่นใจว่ายังสามารถควบคุมดูแลสถานการณ์ได้ โดยไม่ให้กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังไม่ถึงจุดที่นักท่องเที่ยวจีนจะต้องมีใบรับรองแพทย์ก่อนเข้าไทย และเรื่องการยกเลิก Visa On Arrival ก็ยังไม่มีการเสนอเข้าที่ประชุม ครม.
 
ทั้งนี้ ทางสายการบินไทยแอร์เอเชีย ยืนยันว่ามีความพร้อม เพราะปกติมีเส้นทางให้บริการจากไทยไปเมืองอู่ฮั่นอยู่แล้ว โดยเครื่องบินที่จะนำไปรับคนไทยกลับ คือ แอร์บัส A320 จำนวน 180 ที่นั่ง โดยจะปฏิบัติงานตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขทุกขั้นตอน
 
ด้านกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า ขณะนี้พบผู้ป่วยติดเพิ่มอีก 5 ราย รวมเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจำนวน 19 ราย กลับบ้านได้แล้ว 7 ราย นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 12 ราย ทุกรายมีอาการดีขึ้น 
 
ซึ่งนายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ในจำนวนผู้ป่วยที่พบใหม่ เป็นคนจีนที่มีประวัติการเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น 4 คน และอีกคนเป็นคนไทย เป็นคนไทยคนแรกที่ไม่มีประวัติเดินทางไปจีน แต่เป็นคนขับแท็กซี่ ที่เคยรับนักท่องเที่ยวจีน ขณะนี้รักษาตัวที่ โรงพยาบาลบําราษฎร์นราดูร อาการดีขึ้นแล้ว 
 
ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้พยายามสอบสวนโรคว่า โชเฟอร์แท็กซี่คนนี้ สัมผัสใครบ้าง เบื้องต้นพบว่า มีการสัมผัสกับครอบครัว ประกอบด้วยภรรยา ลูก หลาน คนใกล้ชิด รวม 13 คน ทางเจ้าหน้าที่ได้ติดตามตรวจสอบ และเก็บตัวอย่างจากคอผู้สัมผัสกับโขเฟอร์แท็กซี่ทุกคนแล้ว ซึ่งผลการตรวจไม่พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูงรายใดที่ติดเชื้อเพิ่ม ส่วนผู้โดยสารไม่ต้องกังวลหรือตื่นตระหนก
 
แต่ทั้งนี้ ก็ขอให้ผู้ขับรถโดยสารสาธารณะและผู้ใช้บริการ ดูแลสุขลักษณะส่วนบุคคล สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือเจลล้างมือแอลกอฮอล์ หมั่นทำความสะอาดยานพาหนะหลังให้บริการ หากพบผู้โดยสารมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก ให้ขอความร่วมมือผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัย หากเป็นไปได้ให้เตรียมเจลล้างมือแอลกอฮอล์สำรองไว้บนรถ
 
ส่วนกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กแชร์ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีน ล้มขณะมารับประทานอาหารที่ศูนย์อาหารภายในศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจหัวหิน และหลังจากเกิดเหตุไม่นานก็มีทีมเจ้าหน้าที่สวมชุดปิดมิดชิดแบบเดียวกับในห้องแยกโรค นำตัวชายคนดังกล่าวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลหัวหิน จนสร้างความตื่นตระหนกว่า ชายคนดังกล่าวป่วยด้วยโรคอะไรกันแน่ 
 
ล่าสุดนายแพทย์ สุริยะ คูหะรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากทีมเจ้าหน้าที่ที่มารับตัวผู้ป่วย ระบุว่า นักท่องเที่ยวรายดังกล่าวเป็นตะคริวที่ขา ทำให้ล้มลงกับพื้น ขณะไปรับตัวพบว่าคนไข้รู้สึกตัวดี เมื่อวัดไข้พบว่ามีไข้ต่ำๆ ประมาณ 37 องศา และมีอาการไอมาก่อนหน้านี้ 1 วัน จึงได้ให้พักรักษาตัวเพื่อรอดูอาการก่อน ซึ่งนักท่องเที่ยวคนนี้ เดินทางมาจากฮ่องกง ไม่มีประวัติเดินทางไปประเทศจีน และไม่ได้สัมผัสกับผู้ที่มีความเสี่ยงกับไวรัสโคโรน่ามาก่อน แต่เมื่อวัดไข้มีไข้ต่ำและมีอาการร่วมด้วย จึงขอให้พักรักษาตัวเพื่อดูอาการ พร้อมส่งตัวอย่างไปตรวจสอบ รอผลตรวจเชื้อจากห้องปฏิบัติการ คาดว่าจะใช้เวลา 24-48 ชั่วโมง ส่วนผลการตรวจนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้แถลงผลการตรวจ
 
เมื่อวานนี้ ยังมีการส่งทีมเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบที่พักอาศัยของนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงรายนี้ ที่เดินทางมาพร้อมญาติ 9 คน เพื่อสังเกตอาการของญาติและให้คำแนะนำ 
 
ขณะที่นายสมชาติ ตันเทียนเหลียง ผู้จัดการห้างแห่งหนึ่้ง กล่าวว่า เพื่อความไม่ประมาทและเพื่อความสบายใจของผู้มาใช้บริการ ทางห้างได้ปิดพื้นที่เพื่อทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทันที และทำความสะอาดซ้ำในจุดดังกล่าวทุก1ชั่วโมง พร้อมยืนยันว่า ทางศูนย์การค้ามีมาตราการในการเฝ้าระวังไวรัสโคโรนาอย่างเข้มข้น สามารถมาท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง