03 ต.ค. 2563
1,962 ครั้ง

ผบ.ตร.เผยยังไม่ชัด เส้นผมปริศนาข้างศพน้องชมพู่ใคร ด้านแม่รู้สึกพอใจ ตร.ไม่ทิ้งคดี ลุงพลมั่นใจตัวเองบริสุทธิ์

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะแถลงความคืบหน้าการสืบสวนคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ เด็กหญิงวัย 3 ขวบ ในจังหวัดมุกดาหาร ถือเป็นการประเดิมคดีใหญ่ในตำแหน่งผู้นำหน่วยครั้งแรก
 
วานนี้ (2 ต.ค.63)  พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เปิดเผยว่า จากการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ได้มีการสัมภาษณ์พยานบุคคล 384 ปาก และได้สอบปากคำเข้าสำนวนการสอบสวน 120 ปาก สอบปากคำผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 13 ปาก เก็บวัตถุพยานที่เป็นหลักฐานสำคัญในคดีตรวจพิสูจน์แล้ว จำนวน 113 ชิ้น โดยเป็นหลักฐานบนที่เกิดเหตุ 16 ชิ้น  เก็บตัวอย่าง DNA บุคคล จำนวน 154 ตัวอย่าง ซึ่งเวลานี้สำนวนการสอบสวนมีความหนา 918 หน้า
 
 
โดยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม2563 คณะพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนชันสูตรพลิกศพ พบว่าการสืบสวนสอบสวนยืนยันว่า น้องชมพูไม่สามารถเดินขึ้นไปบนจุดพบศพบนภูเหล็กไฟได้ด้วยตนเองได้ มีเหตุผลสรุป 8 เหตุผล ซึ่งได้สรุปผ่านวีดีโอพรีเซนเทชั่น ว่า 
 
1. เส้นทางที่ยากลำบากเกินความสามารถของน้องชมพู่ มีเป็นชั้นมากกว่า 60 องศา ขวางกั้นในทุกเส้นทาง 
2.พลังงานจากอาหารมื้อสุดท้ายที่น้องชมพู่รับประทานไปไม่เพียงพอต่อการเดินไปบนจุดพบศพ 
3.ประสบการณ์ชาวบ้านยืนยันว่าเด็ก 3 ขวบ จะปีนป่ายไปถึงได้แค่ชั้นที่ 2 ของภูเหล็กไฟเท่านั้น
4.กรณีศึกษาการหลงป่า ของ นางทิน เชื้อคมตา ชาวบ้านกกตูม ชาวบ้านสามารถค้นหาเจอภายในคืนเดียว 
5.แพทย์ผู้ชันสูตรและกุมารแพทย์ ยืนยันว่า พัฒนาการของเด็กอายุ 3 ขวบ ไม่สามารถที่จะเดินขึ้นไปเองได้
6.สภาพศพที่เปลือยกาย ซึ่งบิดาและมารดาของน้องชมพูยืนยันว่าน้องชมพูไม่สามารถถอดเสื้อเองได้ 
7.พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ที่ตรวจพบเส้นผมน้องชมพู่ถูกตัดด้วยมีด เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำของบุคคลอื่น 
8.นิสัยส่วนตัวของน้องชมพู่ กลัวที่สูง และกลัวป่า ที่ผ่านมาของน้องชมพูไม่เคยไปในบ้าหลังบ้านเลยสักครั้ง 
 
จึงเชื่อว่ามีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้พาน้องชมพูไป และทำให้น้องถึงแก่ความตาย ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมซึ่งผู้กระทำผิดนั้น จะต้องมีความผิดฐานพรากเด็กและกักขังหน่วงเหนียว เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และมีความผิดในข้อหา ซ่อนเร้น เคลื่อนย้ายทำลาย และอำพรางศพ อีกด้วย 
 
นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังจัดทำวีดีโอพรีเซนเทชั่น ที่2 ที่พบว่า ห้วงเวลาที่หายไป น่าจะอยู่ในช่วง 38 นาที คือตั้งแต่ 09.11-09.49 นาที ซึ่งอ้างอิงจากการตรวจสอบจากการดูคลิปวีดีโอของน้องชมพู่ ในคอมพิวเตอร์เป็นคลิปสุดท้าย ไปถึง 9.49 นาที น้องชมพู่ใช้เฟสบุ๊กเป็นครั้งสุดท้าย 
 
ส่วนเวลาการเสียชีวิต จากการสอบปากคำแพทย์ผู้ชันสูตรศพ เมื่อประเมินจากสภาพศพ ความเน่าของศพ มีหนอนแมลงวัน ชอนไช จ็งน่าจะเสียชีวิตระหว่างเวลา บ่าย2 โมงครึ่งของวันที่ 12 พฤษภาคม ถึง บ่าย2 โมงครึ่งของวันที่ 13 พฤษภาคม สอดคล้องกับการสอบปากคำนักกีฏวิทยา หนอนที่อยู่ในศพในวันที่ผ่าชันสูตร นักคีตบอกหนอนอยู่ระยะ3 จึงน่าจะเสียชีวิตวันที่ 12 เช่นกัน รวมถึงจำลองการเน่าของเนื้อหมูบนภูเหล็กไฟ พบว่า มีอัตราเร่งของการเน่าเร็วกว่าปกติ เพราะบริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิ และความชื้น ที่เอื้อต่อเจริญเติบโต 
 
ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเเพทย์พบบาดเเผลหลายจุดเเต่ไม่มีบาดเเผลใดทำให้เสียชีวิตได้ เเละไม่พบการล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นเเม้ว่าจะไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้ เเต่เป็นไปได้ว่าน้องชมพู่เสียชีวิตจากการขาดน้ำ เเละอาหาร เพราะไม่พบเศษอาหารในกระเพาะอาหารเเละลำไส้เล็กส่วนบน รวมถึงอวัยวะภายในมีการเน่ามากกว่าผิวหนังภายนอก ซึ่งเป็นอาการของผิวหนังขาดสารอาหาร 
 
ส่วนเส้นผมที่พบในที่เกิดเหตุไม่มีรากผม ทำให้ไม่สามารถตรวจ DNA แบบระบุคนได้ ทราบเพียงว่าเป็น DNA ของบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับน้องชมพู่ทางฝ่ายหญิงเท่านั้น เช่น ยาย /เเม่ /ป้า/น้า/น้อง รวมถึงไม่ได้หมายความว่า เส้นผมที่พบจะเป็นของคนร้ายเสมอไป แต่จากการสืบสวนสอบสวนได้ทำอย่างรอบคอบและครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่ยังไม่พบพยานหลักฐานที่สามารถจะลงโทษบุคคลใด แต่จากการสืบสวนก็มีบุคคลต้องสงสัย แต่ตอนนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ และหากปรากฎพยานหลักฐานเพิ่มเติมเมื่อใด ก็สามารถดำเนินคดีกับคนร้ายต่อได้ โดยระยะเวลาการสืบสวนสอบสวนคดีนี้
 
 คดีไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด คดีอุกฉกรรจ์ มีระยะเวลาการสอบสวน 1 ปี นับแต่วันร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ หากพ้นกำหนดระยะเวลา ดังกล่าวจะมีการพิจารณา งดการสอบสวน แต่การสืบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการต่อ ภายในระยะเวลาอายุความตามกฎหมาย 20 ปี 
 
ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันกับครอบครัวของน้องชมพู ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชนตรงนี้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนคดีนี้มาโดยตลอดในทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักสากลทุกประการ ในรูปแบบคณะทำงาน ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละแขนงให้เหตุผลประกอบ หากมีความคืบหน้าทางคดี จะแจ้งผลให้ทราบต่อไป 
 
ขณะที่นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล กล่าวภายหลังจากที่ได้ฟังการเเถลงข่าวคดีน้องชมพู่ ว่าส่วนตัวรู้สึกเคลือบเเคลงใจ ที่ตำรวจระบุเวลาที่ห้องชมพู่หาย โดยยึดจากคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่น้องชมพู่ดูยูทูป เเละเฟซบุ๊กที่สะดิ้งเล่นครั้งสุดท้าย มาเป็นเวลาที่ชมพู่หายตัวไป ซึ่งตนคิดว่าตอนที่ชมพู่หายไป อาจจะไม่ได้อยู่หน้าคอมก็เป็นได้ เเต่เหตุใดตำรวจจึงให้น้ำหนักไปทางนั้น เหมือนเป็นการพยายามโยงมาหาตน เพราะช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่ตนมีการเดินทาง ทั้งนี้หลังจากฟังคำเเถลง ที่ยังไม่สามารถออกหมายจับใครได้ ส่วนตัวก็ไม่ได้กังวล เพราะยืนยันมาตลอดว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เเต่ก็รู้สึกเสียดายที่ ผบ.ตร.ไม่เปิดโอกาสให้ตนได้ถาม ส่วนเรื่องเส้นผม ที่พบ DNA ที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของบุคคลใด ระบุได้เพียงเป็นญาติทางฝั่งแม่ ก็ยิ่งทำให้มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง 
 
ขณะที่ป้าแต๋น ไม่ได้รู้สึกกังวล หลังจากตำรวจแถลงเรื่องผลดีเอ็นเอเส้นผมที่พบใกล้ศพน้องชมพู่ว่าเป็นญาติทางฝั่งแม่พร้อมระบุว่าในบรรดาพี่น้อง 5 คน ตัวเองมั่นใจว่าสัมผัสและยุ่งเกี่ยวกับน้องชมพู่ 2 วันก่อนที่น้องจะหายตัว ตัวเองอาบน้ำให้น้องชมพู่แล้ววันที่ขึ้นเขาพูดเหล็กไฟไปค้นหาไม่มีญาติพี่น้องทางฝั่งแม่ขึ้นไปด้วย หลังจากนี้ถ้าตำรวจจะมาสอบถามจะมาสอบสวนก็พร้อมต้อนรับตลอดเวลา เพราะอยากให้จับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว
 
 
พ่อและแม่น้องชมพู่ได้ฟังแถลงจาก ผบ.ตร.อยู่ที่ บ้านกกกอก ซึ่ง ภายหลังการจบการแถลงข่าว สื่อมวลชนได้สอบถามความพึงพอใจในการแถลงของ ผบ.ตร. นางสาวิตรี แม่น้องชมพู่กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับคำแถลงของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน นับว่าท่านสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ไม่ได้ทิ้งคดีปล่อยให้หนีหาย พอใจมากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกฝ่ายยังคงติดตามคดีของน้องชมพู่อยู่ สำหรับคำแถลงในวันนี้ก็พอใจแล้ว คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางตำรวจจะเร่งติดตามคดีน้องชมพู่ให้จบได้อย่างไร ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะสามารถเอาผู้กระทำผิดคดีน้องชมพู่มาลงโทษได้เมื่อใด
 
 
 
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/-ACyELXMS0M
 
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง